วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การเขียนคำให้การ ซึ่งอยู่ในหัวข้อที่ ๕


               ใช้แบบพิมพ์คำให้การ (๑๑ ก.) ที่ศาลกำหนดใช้ได้ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา เขียนด้วยลายมือตัวเองก็ได้ หรือจะใช้พิมพ์ดีดก็ได้ หรือจะเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่พิมพ์คำให้การลงไปในคอมพิวเตอร์แล้วแล้วสั่งปริ๊นออกมาทั้งแบบฟอร์มและคำให้การซึ่งเป็นการสะดวกและสวยงาม ง่ายต่อการแก้ไข
                การเขียนคำให้การแพ่ง ในสายตาของผมก็คือการอ่านคำฟ้องที่ทางโจทก์ส่งมาแล้วก็โต้แย้งไปตามประเด็นที่มีอยู่ในคำฟ้องของโจทก์ด้วยเหตุและผล แต่บางครั้งก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะโต้แย้งก็โต้แย้งไปลอย ๆ ไม่มีเหตุผล  ซึ่งจะมีประเด็นในการต่อสู้หรือไม่มีประเด็นในการต่อสู้เราก็จะศึกษาในตอนต่อไป
                แต่มีประเด็นหนึ่งน่าสนใจ ผัวเมียคู่หนึ่งโต้แย้งกันหรือทะเลากันนั้นเอง เมียจับได้ว่าผัวไปแอบไปมีกิ๊กไว้ที่ไหนสักแห่งหนึ่งในประเทศไทย ผัวก็ใช้หลักเหตุและผลโต้แย้งต่าง ๆ นานา เพื่อให้เมียนั้นคล้อยตาม  ฝ่ายเมียก็อ้างพยานหลักฐานที่มีอยู่ในมือ และพยานบุคคลที่เป็นประจักษ์พยานหรือเห็นเหตุการณ์นั้นเอง ฝ่ายผัวหรือสามีก็เริ่มจนมุมต่อหลักฐาน ก็คิดที่จะรับสารภาพเพราะรู้กฎหมายว่าถ้ารับสารภาพจะได้รับการลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหมือนจำเลยทั่วไปที่รับสารภาพ คดีนี้จบลงตรงที่โดนโทษสถานเบาจริง ๆ ครับ เพราะสามีคนนี้โดนริบของกลางในการกระทำผิด โดยฝ่ายเมียบอกว่าถ้าทำตัวดีเมื่อไหร่แล้วจะคืนให้ ระหว่างนี้จะขอเก็บของกลางไว้ในตู้เย็นช่องฟิตไว้ก่อน คดีนี้สอนให้รู้ว่า รับสารภาพในศาลลดโทษให้แน่นอนครับ แต่ถ้ารับสารภาพในบ้านละก็เพิ่มโทษแน่นอนครับ เป็นเรื่องขำ ขำ อย่างคิดมาก
                กลับมาที่เรื่องของเรากันต่อ ในคดีอาญานั้น การยื่นคำให้การของจำเลยง่ายกว่าคดีแพ่งคือยื่นเมื่อใดก็ได้ ยื่นกันไปจนถึงวันสืบพยานโจทก์ก็ได้ หรือจะกลับคำให้การเดิมก็ทำได้ ก่อนที่ศาลพิพากษานั้นเอง บางครั้งรับสารภาพและมีคำพิพากษาไปแล้วระหว่างอุทธรณ์กับให้การปฏิเสธว่าที่รับสารภาพไปในศาลชั้นต้นนั้นรับสารภาพเพื่อปกป้องลูก ศาลอุทธรณ์ยังส่งสำนวนคดีให้กลับมาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่เลย เพราะศาลไม่อยากตัดสินคนบริสุทธิ์ให้ต้องติดคุกในเมื่อเขาไม่ได้กระทำความผิดนั้นเอง
                ในคดีแพ่งต้องสู้ตามประเด็นที่ให้การและมีเหตุและผลในการต่อสู้ด้วยการเขียนคำให้การในคดีแพ่งก็ยืดยาวตามไปด้วย ส่วนในคดีอาญานั้นเขียนสั้นมาก คือเขียนแค่ จำเลยขอให้การปฏิเสธตามฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้น และขอต่อสู้คดี เพียงเท่านี้ก็มีประเด็นในการต่อสู้คดีอาญาทุกประเด็นที่โจทก์ฟ้องมาแล้ว
                ป.วิ.แพ่ง บทวิเคราะห์ศัพท์ มาตรา ๑ (๔) คำให้การ หมายความว่า “กระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ นอกจากคำแถลงการณ์”
                ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๑๗๗ บัญญัติว่า “เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน
                ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น
                จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก
                ให้ศาลตรวจดูคำให้การนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้คืนไป หรือสั่งไม่รับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘
                บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ ให้ใช้บังคับแก่บุคคลภายนอกที่ถูกเรียกเข้ามาเป็นผู้ร้องสอดตามมาตรา ๕๗(๓) โดยอนุโลม”

เมื่อพิจารณาจากมาตราที่กล่าวมาแยกพิจารณาได้ดังนี้
                -เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและคำฟ้องหรือมีผู้อื่นรับไว้แทนโดยชอบ ให้จำเลยทำคำให้การยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับถัดจากวันที่รับหมาย หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องนี้ต้องเป็นหมายเรียกคดีแพ่งสามัญจะเขียนอยู่ที่บนหัวของหมายเรียก ส่วนหมายเรียกอื่นมีกำหนดวันนัดยื่นคำให้การไม่เหมือนกัน ดูกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การในหมายเรียกเป็นหลัก กรณีจำเลยไม่อยู่บ้านหรือไม่มีผู้ใดรับหมายไว้แทนโดยชอบศาลอาจปิดหมายไว้ที่ภูมิลำเนาของจำเลย ต้องยื่นคำให้ให้การภายใน ๓๐ วัน นับถัดจากวันที่ปิดหมาย การขอปิดหมายนี้โจทก์ต้องขอคัดถ่ายชื่อที่อยู่ของจำเลยทางทะเบียนราษฎร์ที่อำเภอไม่เกิน ๑ เดือน แนบกับคำร้องขอให้ปิดหมายไปด้วยถ้าอย่างนั้นศาลจะไม่ปิดหมายให้ เพราะถือว่าจำเลยมีที่อยู่แน่นอน ถ้าจำเลยไม่ยื่นคำให้การทั้งสองกรณีดังกล่าว โจทก์อาจยื่นคำร้องขอให้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขอให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีไป
                -เมื่อจำเลยยื่นคำให้การในคดีแพ่งนี้คำให้การในคดีแพ่งค่อนข้างจะยุ่งยากคือ คำให้การจะยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน การปฏิเสธนี้ต้องมีเหตุผลแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ถ้าปฏิเสธลอย ๆ หรือไม่มีเหตุผลในการปฏิเสธตามฟ้องของโจทก์ จำเลยก็จะไม่มีประเด็นในการนำสืบทำให้จำเลยอาจแพ้คดีได้เลย
                -เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและมีการฟ้องแย้งมาในนั้นด้วยแล้ว ฟ้องแย้งของจำเลยนั้นต้องเป็นเรื่องเดียวกับฟ้องของโจทก์ ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์แล้ว ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ คือต้องเสียค่าธรรมเนียมใหม่ตามจำนวนทุนทรัพย์นั้นเอง ฟ้องแย้งต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วยนะครับถ้าเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์
                -การขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จำเลยมีเหตุผลที่ไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้โดยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไป อาจเป็นเพราะไปต่างจังหวัดพึ่งทราบ และแต่งทนายเข้ามาในคดีกระทันหัน หรือเอกสารที่โจทก์ฟ้องมีมากมายเวลาตามที่กฎหมายกำหนดอาจไม่พอ ก็ขอขยายเวลาออกไปได้อีกตามที่จำเลยขอไปต่อศาล หรือเหตุผลอะไรก็ได้ที่น่าฟังกว่านี้ แต่สุดท้ายแล้วศาลก็จะเป็นผู้ที่กำหนดตัดสินว่าจะให้ขยายออกไปกี่วัน ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การก่อนถึงวันครบกำหนดยื่นคำให้การตามที่กฎหมายกำหนด
                -การยื่นคำให้การคดีมโนสาเร่ ป.วิ.แพ่ง ม.๑๙๓ สามารถยื่นคำให้การในวันที่ศาลนัดตามหมายเรียกก็ได้ไม่เหมือนคดีแพ่งสามัญ คดีมโนสาเร่จำเลยสามารถยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หรือให้การด้วยวาจาก็ได้ ศาลจะบันทึกคำให้การด้วยวาจาและเหตุแห่งการนั้นไว้
                ประเด็นข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงในคำให้การ เช่น
ตัวอย่างประเด็นข้อกฎหมาย
                -คำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
                -มีอำนาจฟ้องหรือไม่
                -การบอกกล่าวทวงถามทำถูกต้องตามกฎหมายกำหนดหรือไม่ (คดีบางเรื่องกฎหมายก็ไม่ได้กำหนดไว้)
                                                ฯลฯ
ตัวอย่างประเด็นข้อเท็จจริง 
                -คดีขาดอายุความหรือไม่
                -ค่าเสียหายมีจำนวนเท่าไหร่
                -จำเลยประมาทหรือไม่
                                ฯลฯ
                ประเด็นข้อกฎหมายถ้าไม่ได้ว่ากล่าวในศาลชั้นต้นก็สามารถยกประเด็นข้อกฎหมายนั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ แต่ถ้าเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงแล้วถ้าไม่ได้ว่ากล่าวในศาลชั้นต้นแล้วก็ไม่สามารถยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ เพื่อความไม่ประมาทควรยกก็ควรยกทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้ครบตั้งแต่ศาลชั้นต้น  ประเด็นในข้อเท็จจริงนี้จะมีมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับคดีของแต่ละคดีไป ต่อไปก็เป็นตัวอย่างคำให้การ คดีแพ่ง และคดีอาญา แล้วเจอกัน

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ตัวอย่างคำฟ้อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทำละเมิด (น้ำท่วมเกิดไฟฟ้าดูดมีคนตาย)


            ข้อ ๑. โจทก์ที่ ๑ เป็นบิดา และโจทก์ที่ ๒ เป็นมารดา โดยชอบด้วยกฎหมายของนาย........................................บุตรผู้เสียชีวิต รายละเอียดปรากฏตามสำเนาทะเบียนสมรสและสูติบัตร เอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข ๑ และ ๒ (หมายเหตุ ชื่อบิดาและมารดาไม่ต้องเขียนชื่อไปเพราะว่าเขียนชื่อบิดาและมารดาไว้บนแบบฟอร์มแล้วเมื่อเขียนถึงก็ไม่ต้องอ้างชื่ออีก)
                ข้อ ๒. จำเลยคือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเป็นผู้ควบคุม ครอบครอง ดูแล สายไฟฟ้า เสาไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า บริเวณที่เกิดเหตุคือที่..........................หมู่ที่...............ตำบล...................อำเภอ...................จังหวัด.........................
                ข้อ ๓. เมื่อวันที่.......เดือน.........พ.ศ........นาย............................ได้เดินลุยน้ำที่ท่วมขังเนื่องจากเหตุอุทกภัย บนถนนเพื่อที่จะเข้าไปยังบ้านของตัวเอง ปรากฏว่าเมื่อถึงที่เกิดเหตุคือบริเวณ หมู่............ตำบล...........อำเภอ.................จังหวัด.......................บริเวณเสาไฟต้นที่.............ได้มีกระแสไฟฟ้ารั่วมาจากเสาไฟและสายไฟฟ้าบริเวณดังกล่าวดูดร่างของนาย.......................จนถึงแก่ความตาย รายละเอียดปรากฏตามใบมรณบัตรและใบแจ้งความ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓ ,และ ๔
                ข้อ ๔. กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ โจทก์ได้จัดทำพิธีศพตามหลักศาสนาค่าใช้จ่ายในการปรงศพนาย........................................ผู้ตาย เป็นเงิน.....................บาท(.........................................)
                การที่ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรมาเสียชีวิตเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองขายไร้อุปาระ ปัจจุบันโจทก์ที่ ๑ มีอายุ.....ปี จึงขอเรียกค่าขาดอุปการะเป็นเวลา ............ปี คิดเป็นเงิน...............................บาท โจทก์ที่ ๒ ปัจจุบันมีอายุ...........ปี จึงขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา............ปี คิดเป็นเงิน..........................บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น....................................................บาท (....................................................)
จำเลยเป็นผู้ควบคุม ครอบครอง ดูแล สายไฟฟ้า เสาไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า จึงต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงินจำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์ทั้งสองในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายทั้งหมดดังกล่าว นับตั่งแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จ
ดอกเบี้ยค่าปลงศพจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ................... บาท ดอกเบี้ยจากค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ คำนวณจนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน.............................บาท
ข้อ ๕. ดังนั้นคิดค่าปลงศพและดอกเบี้ย ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ ๑ และ ๒ รวมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น....................................บาท (..............................................................)
โจทก์ทั้งสองได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว แต่จำเลยก็ยังเพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ใบตอบรับในประเทศ ตามเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข ๕ และ ๖
โจทก์ทั้งสองไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับกับจำเลยได้จึงต้องขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

                                                                ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด


คำขอท้ายฟ้องแพ่ง (๕)
๑. ให้จำเลยชำระเงินค่าปลงศพจำนวน.....................................บาท และค่าขาดไร้อุปการะของจำเลยที่ ๑ รวมเป็นเงิน ..................................บาท ค่าขาดไร้อุปการะของจำเลยที่ ๒ รวมเป็นเงิน.............................บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น...............................................บาท(............................)
              ๒. ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ..................................บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่โจทก์ทั้งสอง

คำฟ้องผิดสัญญากู้ยืมเงิน (โจทก์และจำเลย เป็นบุคคลธรรมดา)


เขียนในแบบฟอร์มคำฟ้อง (๔) เมื่อเขียนแบบฟอร์มครบแล้ว ต่อมาข้อ ๑ เขียนว่า
ข้อ ๑. เมื่อวันที่ ....เดือน...............พ.ศ.......... จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เป็นเงินจำนวน ....................บาท (.....................................) ตกลงคิดดอกเบื้ยกันในอัตราชั่งละ ๑ บาทต่อเดือน หรือร้อยละ ๑.๒๕ บาทต่อเดือน โดยจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วตั่งแต่วันทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และจำเลยได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ ...................... ตำบล.......................อำเภอ............................... จังหวัด..........................มาให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๑  และ  ๒   (ข้อความที่นำมาเขียนในช่วงนี้ก็นำมาจากสัญญากู้ยืมฉบับจริงที่ทำการกู้ยืมกันนั้นเอง)
ข้อ ๒. นับตั้งแต่จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ดังกล่าวไป จำเลยหาได้ชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไม่ โจทก์ติดตามทวงถาม จำเลยก็ผัดผ่อนเรื่อยมา โจทก์จึงได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลย จำเลยได้รับทราบแล้วก็ยังคงเพิกเฉยอยู่ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถามและสำเนาใบตอบรับของการสื่อสารแห่งประเทศไทย เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓ และ ๔
ข้อ ๓. การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ดังกล่าวเป็นการผิดนัดผิดสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์จึงขอคิดต้นเงินและดอกเบี้ยดังนี้ จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ถึงวันฟ้อง เป็นเวลา ๓ ปี ๓ เดือนเศษ ตกลงคิดดอกเบี้ยกันร้อยละ ๑.๒๕ ต่อเดือน หรือร้อยละ ๑๕ ต่อปี ต้นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท คิดเป็นเงินค่าดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ ๒๙,๒๕๐ บาท (สองหมื่นเก้าพันสองร้อยห้าสิบบาทถ้วน)  เมื่อรวมกับต้นเงินดังกล่าวจึงรวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์รวมทั้งสิ้น ๘๙,๒๕๐ บาท (แปดหมื่นเก้าพันสองร้อยห้าสิบบาทถ้วน) กับให้ชำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่โจทก์ด้วย
โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจำเลยได้ จึงต้องฟ้องคดีต่อศาลขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
                                                                                ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้องแพ่ง (๕)
                เขียนในแบบฟอร์ม เริ่มที่ข้อ ๑ ได้เลย
                 ๑. ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน ๘๙,๒๕๐ บาท (แปดหมื่นเก้าพันสองร้อยห้าสิบบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท (หกหมื่นบาทถ้วน) นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้น
                 ๒. ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ด้วย
                (ด้านล่างสุด) ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาคำฟ้องโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกัน มาด้วย   ๑   ฉบับและรอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว

หลักการเขียนคำฟ้องแพ่ง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ ๔


               ความหมายของคำฟ้องอยู่ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๑ (๓) “คำฟ้อง” หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ไม่ว่าจะได้เสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลชั้นต้น หรือชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคำฟ้อง หรือคำร้องขอ หรือเสนอในภายหลังโดยคำฟ้องเพิ่มเติม หรือแก้ไข หรือฟ้องแย้งหรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วยสมัครใจหรือถูกบังคับ หรือโดยมีคำขอให้พิจารณาใหม่
                ตามมาตรา ๑ (๓) เอกสารต่อไปนี้ถือเป็นคำฟ้อง
                อุทธรณ์ ถือ เป็นคำฟ้อง
                ฎีกา ถือ เป็นคำฟ้อง
                คำร้องขอ ถือ เป็นคำฟ้อง
                คำร้องขอเพิ่มเติม หรือ แก้ไขคำฟ้อง ถือ เป็นคำฟ้อง
                คำให้การและฟ้องแย้ง ฟ้องแย้ง ถือ เป็นคำฟ้อง
                คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ถือ เป็นคำฟ้อง
                ตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น
        ตามมาตรา ๖๗ บัญญัติว่า เมื่อประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติว่าเอกสารใดจะต้องส่งให้แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง (เช่น คำคู่ความที่ทำโดยคำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้อง หรือคำขอโดยทำเป็นคำร้อง หมายเรียกหรือหมายอื่น ๆ สำเนาคำแถลงการณ์ หรือสำเนาพยานเอกสาร ฯลฯ) เอกสารนั้นต้องทำขึ้นให้ปรากฏข้อความแน่ชัดถึงตัวบุคคลและมีรายการต่อไปนี้
(๑)  ชื่อศาลที่จะรับคำฟ้อง หรือถ้าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ชื่อของศาลนั้นและเลขหมายคดี
(๒)  ซื่อคู่ความในคดี
(๓)  ชื่อคู่ความหรือบุคคล ซึ่งจะเป็นผู้รับคำคู่ความหรือเอกสารนั้น
(๔)  ใจความ และเหตุผลถ้าจำเป็นแห่งคำคู่ความหรือเอกสาร
(๕) วัน เดือน ปี  ของคำคู่ความ หรือ เอกสาร และลายมือชื่อของเจ้าพนักงาน คู่ความ หรือบุคคลซึ่งเป็นผู้ยื่นหรือเป็นผู้ส่ง
ในการยื่นหรือส่งคำคู่ความ หรือเอกสารอื่นใดอันจะต้องทำตามแบบพิมพ์ที่จัดไว้ เจ้าพนักงาน คู่ความ หรือบุคคลผู้เกี่ยวข้อง จะต้องใช้กระดาษแบบพิมพ์นั้น ส่วนราคากระดาษแบบพิมพ์นั้นให้เรียกตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะได้กำหนดไว้
จากมาตรา ๖๗ แยกพิจารณาได้ว่า
ชื่อศาลที่จะรับคำฟ้อง และเลขหมายคดี ชื่อศาลในประเทศไทยมีมากมายหลายชื่อ ต้องดูให้ดีว่าคดีแต่ละคดีฟ้องที่ศาลใหนตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดีไป ถ้าฟ้องผิดศาล ศาลจะยกฟ้องให้ไปฟ้องศาลที่ถูกต้อง ทำให้เสียเวลา และถ้าคดีที่กำลังจะขาดอายุความด้วยแล้วละก็ ยุ่งแน่ ๆ ส่วนเลขหมายคดีนั้นจะได้ตอนยื่นฟ้องต่อศาล ศาลจะปั้มหมายเลขคดีที่ฟ้องให้ว่าได้หมายเลขอะไร จะเป็นหมายเลขคดีดำนั้นเอง ส่วนถ้าศาลมีคำพิพากษาแล้วจะเป็นหมายเลขคดีแดง ก่อนยื่นฟ้องนั้นต้องทำสำเนาคำฟ้องไว้หลายชุดให้พอดีกับคู่ความเอง ส่วนศาลนั้นจะได้คำฟ้องตัวจริงไป อย่าลืมว่าเราต้องเก็บสำเนาคำฟ้องไว้ในสำนวนด้วย ส่วนเอกสารท้ายฟ้องนั้นเราจะส่งส่งสำเนาให้ศาลไปพร้อมกับคำฟ้องตัวจริง เวลาสืบพยานค่อยยื่นให้ศาลดู ถ้าเอาตัวจริงยื่นไปตอนยื่นฟ้องอาจหายได้
ชื่อคู่ความในคดี ทั้งโจทก์และจำเลยถ้าเป็นบุคคลธรรมดาด้วยกันไม่ค่อยปวดหัวเท่าใหร่ แต่มีทั้ง กระทรวง ทบวง กรม บริษัท ห้างหุ้นส่วน ผู้แทนต่าง ๆ ในคดี ชื่อคู่ความนี้สำคัญมากถ้าฟ้องผิดตัวยุ่งอีกเหมือนกันเพราะทั้งบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลนี้มีชื่อที่ดูเหมือนกันมาก ทางที่ดีเราไปขอคัดถ่ายสำเนาชื่อต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่รับรองความถูกต้องเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ผิดตัว กรณีบุคคลธรรมดาก็ไปขอคัดถ่ายสำเนาทะเบียนราษฎร์ที่อำเภอ เขต หรือ เทศบาล ต้องดูดี ๆ นะครับชื่อซ้ำกัน นามสกุลซ้ำกันก็มี บางคนก็เปลี่ยนชื่อ เมื่อออนไลน์แล้วหาไม่เจอ ยุ่งอีก ทางที่ดีถ้ามีหมายเลข ๑๓ หลักของบัตรประชาชนด้วยยิ่งดีเพราะหาตัวง่ายแม้จะเปลี่ยนชื่อกี่ชื่อก็ตาม ส่วนนิติบุคคลก็ขอถ่ายหนังสือรับรองการก่อตั้งนิติบุคคลเหล่านั้นที่สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ของแต่ละจังหวัดในเขตศาลที่ยื่นฟ้องนั้นเอง ดูแล้วปวดหัวต้องขอแยกให้ดูจึงจะเห็นภาพ
กรณีบุคคลธรรมดาด้วยกัน ไม่ต้องเขียนในบรรยายลงไปในหัวข้อแรก เพราะมีเขียนบรรยายอยู่ในแบบฟอร์มคำฟ้องอยู่แล้ว
กรณีโจทก์เป็นบุคคลธรรมดา ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคล เขียนบรรยายว่า ข้อ ๑. จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภท....................จำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียน................ รายละเอียดปรากฎตามภาพถ่ายหนังสือรับรอง เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข...............
กรณีโจทก์เป็นนิติบุคคล และจำเลยก็เป็นนิติบุคคลด้วย  เขียนว่า ข้อ ๑. โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภท.........................จำกัด ณ สำนักงานทะเบียน....................... มีนางหรือนาย..................... เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท กระทำการใด ๆ รวมทั้งการดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ได้ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรอง.......................เอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข ๑
ในการยื่นฟ้องและดำเนินคดีนี้ โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายหรือนาง........................................เป็นผู้ดำเนินการแทน รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข ๒
ข้อ ๒. จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภท......................จำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียน.................. รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายหนังสือรับรองท้ายฟ้อง หมายเลข ๓
กรณีกระทำการแทนบุคคลอื่น   เช่น โจทก์เป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง หรือเป็นนิติบุคคลประเภท ....................................โดยมีนายหรือนาง................................................... เป็นผู้แทนโดยชอบธรรม (หรือผู้รับมอบอำนาจ หรือ ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ หรือเป็นกรรมการผู้จัดการ รายละเอียดปรากฏตาม สำเนาหนังสือ........................ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข.................
กรณีกระทำแทน กระทรวง ทบวง กรม นิติบุคคลของทางราชการ  เช่น โจทก์เป็นกรุงเทพมหานคร โดยมีนายหรือนาง..............................เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ โจทก์เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล หรือส่วนจังหวัด โดยมีนายหรือนาง............................................เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหรือส่วนจังหวัด หรือวัดวาอารามต่าง ๆ เช่น โจทก์คือวัด..........................โดยมีพระ............................เป็นเจ้าอาวาส กรณีโจทก์หรือจำเลยมีฐานะเป็นกรม เช่น กรมทางหลวง ก็เขียนชื่อกรมทางหลวง ไปได้เลยเป็นอันเข้าใจแล้ว ส่วนหัวข้อด้านล่าง ก็เขียนไปว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นกรมในรัฐบาลมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นเจ้าของเป็นผู้ครอบครองและควบคุมดูแล .......................................................
ลักษณะการเขียนเป็นจำเลยของกระทรวง ทบวง กรม ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กันกับเป็นโจทก์แต่เปลี่ยนชื่อเป็นจำเลย
ชื่อคู่ความที่จะรับคำคู่ความในคดี  ในแบบพิมพ์คำฟ้องก็มีระบุชื่อ ที่อยู่ของคู่ความไว้แล้ว การส่งคำคู่ความหรือเอกสารใดก็ส่งไปตามที่อยู่ที่เขียนไว้ในแบบฟอร์มคำฟ้องนั้น
                วัน เดือน ปี ของคำคู่ความ หรือคำฟ้อง  ต้องถือวันที่ไปยื่นคำฟ้อง คำร้อง คำขอ คำแถลง และศาลได้รับเอกสารนั้นไว้แล้ว ในทางปฏิบัติศาลจะประทับตราศาลนั้นแล้วลงวันที่กำกับไว้อยู่บนหัวกระดาษเอกสารนั้น ก็ถือตาม วัน เดือน ปี นั้น
ลายมือชื่อของเจ้าพนักงาน คู่ความ หรือบุคคลซึ่งเป็นผู้ยื่นหรือเป็นผู้ส่ง
ในคดีแพ่งโจทก์เองลงลายมือชื่อในคำฟ้องได้อยู่แล้ว
ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ได้เหมือนกัน
โจทก์แต่งตั้งทนายความเข้ามาในคดีทนายความโจทก์ก็ลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ได้เหมือนกัน
นอกจากนี้แล้วในคำฟ้องจะประกอบไปด้วยลายเซ็นผู้พิพากษาเพื่อสั่งให้ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามให้เป็นไปตามคำสั่งนั้นเช่น สั่งเจ้าหน้าที่นำหมายส่งให้จำเลยถ้าไม่พบจำเลยก็สั่งให้ปิดหมาย ซึ่งก็มาจากคำขอของโจทก์ที่โจทก์ได้แถลงไว้ในคำแถลงแนบไปพร้อมกับคำฟ้องนั้นเอง

เมื่อพิจารณาทั้งสองมาตราดังกล่าวในการเขียนฟ้องพอจะสรุป หลักในการเขียนฟ้องได้ดังนี้
๑.     ฐานะโจทก์
๒.     ฐานะจำเลย
๓.     โต้แย้งสิทธิ
๔.     เสียหายอย่างไร
๕.     คำขอ
ฐานะโจทก์ และฐานะจำเลย ก็ได้อธิบายมาแล้วดังตัวอย่างข้างบนนี้ ส่วนการโต้แย้งสิทธิ ก็เป็นไปตามมาตรา ๕๕ แห่ง ป.วิ.แพ่ง ส่วนเสียหายอย่างไรก็เป็นไปตามข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป และพยานหลักฐานต่าง ๆ ว่ามีความเสียหายเท่าไหร่ สุดท้ายคำขอ ต้องการให้ศาลมีคำสั่งให้อย่างไร ตามที่โจทก์ขอในคำฟ้องหรือน้อยกว่าที่โจทก์ขอก็ได้ แต่ศาลจะไม่พิพากษาหรือมีคำสั่งเกินคำขอของโจทก์
ทั้งหมดนี้ก็เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องมีอยู่ในคำฟ้องทุกคำฟ้องไปถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคำฟ้องนั้นอาจเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม ต่อไปก็จะเป็นจะเป็นตัวอย่างคำฟ้องแพ่ง แล้วเจอกัน

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การทำปกสำนวนและขั้นตอนการดำเนินคดีของทนายความที่ติดในปกสำนวน


                     ปกสำนวนคือสิ่งที่อยู่ข้างหน้าของของเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินคดีของทนายความ หรือตำรวจ อัยการ แม้กระทั้งศาลเอง ปกสำนวนนี้จะใช้กระดาษที่แข็งกว่าเอกสารธรรมดา และแยกตามสีที่ต้องการเพื่อให้รู้ว่าสำนวนสีนี้เป็นคดีประเภทใด คดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่น ๆ ตามที่เรากำหนดทำให้เราจำได้ และง่านต่อการค้นหานั้นเอง อธิบายมาแล้วอาจมองไม่เห็นภาพว่าเป็นอย่างไรมาดูตัวอย่างกันดีกว่ารวมทั้งขั้นตอนการดำเนินคดีของทนายความที่ติดในปกสำนวนด้วยเพื่อที่จะเข้าใจในกระบวนการดำเนินคดีของทนายความให้มากยิ่งขึ้น


ตัวอย่างปกสำนวน

                                        โลโก้สำนักงาน (ถ้ามี)

                                                                             หมายเลขคดีดำที่............/๒๕...............
โทร. คู่ความ.......................                                หมายเลขคดีแดงที่............./๒๕...............
โทร. ศาล............................          ศาล................................................บัลลังก์...................
เป็นทนายฝ่าย..................                         ความ............................................

                        ......................................................................................................โจทก์
ระหว่าง
                        .....................................................................................................จำเลย

เรื่อง.............................................................................................................................
ทุนทรัพย์..............................................................................บาท .....................สตางค์

                                                            กำหนดนัด
๑................................................................................หมายเหตุ..................................
๒.................................................................................หมายเหตุ.................................
๓.................................................................................หมายเหตุ.................................
๔.................................................................................หมายเหตุ.................................
๕.................................................................................หมายเหตุ.................................
๖.................................................................................หมายเหตุ..................................
๗.................................................................................หมายเหตุ..................................
๘.................................................................................หมายเหตุ..................................
๙..................................................................................หมายเหตุ..................................




ขั้นตอนการดำเนินคดีของทนายความที่ติดในปกสำนวน (ด้านใน)


                              บันทึกรายการเกี่ยวกับดำเนินคดี

๑.     สอบถามข้อเท็จจริง วันที่………………………
๒.     เซ็นใบแต่งทนายความ วันที่…………………..จำนวน………………..ใบ
๓.     รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เอกสารท้ายฟ้องหรือคำให้การ วันที่……………………
·        สัญญา+เอกสารต่าง ๆ วันที่………………………
·        ปิดอากรแสตมป์ วันที่………………………..
๔.     คำแถลงขอปิดหมาย + คัดสำเนาทะเบียนบ้านจำเลยภายใน ๑ เดือน วันที่……………………..
๕.     แบบฟอร์มประเภทหมายเรียกคดี มโนสาเร่ , ไม่มีข้อยุ่งยาก , แพ่งสามัญ วันที่…………………….
๖.     เขียนใบแต่งทนายความ วันที่……………………….
๗.     บัญชีระบุพยาน ครั้งที่ ๑ วันที่………………………ครั้งที่ ๒ วันที่……………………
๘.     ถ่ายสำเนาพยานเอกสารและคำคู่ความ วันที่………………………. จำนวน……………ชุด
๙.     ยื่นคำฟ้อง วันที่………………………….
๑๐. ยื่นคำให้การ วันที่…………………………
๑๑. งานคุ้มครองก่อนคำพิพากษา
·        ฝ่ายโจทก์เป็นฝ่ายขออย่างธรรมดา วันที่……………………..
·        การขออย่างฉุกเฉิน วันที่………………………
·        จำเลยขอรับความคุ้มครอง วันที่………………………..
·        การขอคุ้มครองอย่างอื่นนอกประเด็นที่ฟ้อง……………………
๑๒. ประเภทคดี………………………….
๑๓. ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา วันที่………………………………
๑๔. ชำระค่าธรรมเนียมศาล วันที่………………………….
๑๕. นำหมาย วันที่……………………….
๑๖. รับหมาย วันที่……………ด้วยวิธี……………….จำเลยต้องยื่นคำให้การภายในวันที่……………
๑๗. ยื่นคำร้องขอให้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ วันที่………………………….
๑๘. ประนีประนอมยอมความ วันที่…………………………
๑๙. หมายเรียกพยานบุคคล วันที่……………………..
๒๐. หมายเรียกพยานเอกสาร วันที่…………………………
๒๑. ยื่นคำร้องขอให้จำเลยขาดนัดพิจารณา วันที่……………………
๒๒. ชำระค่าอ้างพยานเอกสาร วันที่……………………….
๒๒. คำพิพากษาศาลชั้นต้น วันที่…………………..รายละเอียด………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
      ๒๓. การขอทุเลาการบังคับคดีของศาลชั้นต้น วันที่………………………………
      ๒๔. ยื่นอุทธรณ์ วันที่………………………
      ๒๕. แก้อุทธรณ์ วันที่………………………
      ๒๖. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วันที่…………………..รายละเอียด………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
      ๒๗. การขอทะเลาการบังคับคดีของศาลอุทธรณ์ วันที่……………………..
      ๒๘. ยื่นฏีกา วันที่…………………
      ๒๙. แก้ฎีกา วันที่………………….
      ๓๐. คำพิพากษาศาลฎีกา วันที่………………..รายละเอียด…………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
      ๓๑. กรณีคู่กรณีไม่ทราบคำพิพากษา ขอศาลออกคำบังคับ วันที่……………นำหมายส่งคำบังคับ วันที่………..
รับหมาย วันที่…………………..ด้วยวิธี…………………….
        ๓๒. ขอศาลออกหมายบังคับคดี วันที่………………………..
ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่………………..ยึดทรัพย์ วันที่……………………
      ๓๓. ขายทอดตลาด วันที่………………………
      ๓๔. ร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ วันที่……………………
      ๓๕. ร้องขัดทรัพย์ วันที่………………………..
      ๓๖. ร้องขอให้ได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ วันที่……………………….
      ๓๗. คำร้องเพื่อให้ศาลสั่งให้เข้าเฉลี่ยทรัพย์ วันที่………………………